พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนีและพระวิหาร วัดป่าภูก้อน

พระเตมีย์1a     พระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ากาสิกราช ครองเมืองพาราณสี  มีพระมเหสีทรงพระนามว่า จันทเทวี   ไม่มีพระราชโอรสที่จะครองเมืองต่อจากพระองค์ จึงโปรดให้พระนางจันทเทวีทำพิธีขอพระโอรสจากเทพเจ้าโดยการรักษาศีลบำเพ็ญภาวนา   พระนางจึงทรงอธิษฐานว่า
         "ข้าพเจ้าได้รักษาศีล บริสุทธิ์ตลอดมา ขอให้บุญกุศลนี้บันดาลให้ข้าพเจ้ามีโอรสเถิด"
     ด้วยอานุภาพแห่งศีลบริสุทธิ์  พระนางจันทเทวีทรงครรภ์และประสูติพระโอรสสมดังความปรารถนา มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ทั้งพระราชาพระมเหสีและประชาชนทั้งหลายมีความยินดีเป็นที่สุด   พระราชาจึงตั้งพระนามโอรสว่า "เตมีย์" แปลว่า เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย   บรรดาพราหมณ์ผู้รู้วิชาทำนายลักษณะบุคคล ได้กราบทูลพระราชาว่าพระโอรสองค์นี้มีลักษณะประเสริฐ   เมื่อเติบโตขึ้นจะได้เป็นพระราชาของทวีปทั้งสี่ พระราชาทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งและทรงเลือกแม่นมที่มีลักษณะดีเลิศตามตำราจำนวน  64 คนเป็นผู้ปรนนิบัติเลี้ยงดูพระกุมาร

       วันหนึ่ง พระราชาทรงอุ้มพระเตมีย์ไว้บนตัก ขณะที่กำลังพิพากษาโทษผู้ร้าย  4 คน  พระราชาตรัสสั่งให้เอาหวายที่มีหนามแหลมคมมาเฆี่ยนผู้ร้ายคนหนึ่งที่มีความผิดน้อย 1,000 ครั้ง   คนที่ 2 ให้เอาโซ่ตรวนแล้วส่งไปขังคุก  ให้เอาฉมวกแทงศีรษะผู้ร้ายคนที่ 3  และให้ใช้หลาวเสียบผู้ร้ายคนสุดท้ายทั้งเป็นแล้วปักประจานไว้หน้าประตูเมือง  พระเตมีย์ซึ่งอยู่บนตักพระบิดาได้ยินคำพิพากษาดังนั้น ก็มีความตกใจหวาดกลัว  ทรงคิดว่า
"ถ้าเราโตขึ้นได้เป็นพระราชา ก็คงต้องตัดสินโทษผู้ร้ายบ้างและคงต้องทำบาปเช่นเดียวกันนี้  เมื่อเราตายไปก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน"
      เนื่องจากพระเตมีย์เป็นผู้มีบุญ จึงรำลึกชาติได้และทรงทราบว่า ในชาติก่อนได้เคยเป็นพระราชาครองเมือง และได้ตัดสินโทษผู้ร้ายอย่างเดียวกันนี้   เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์จึงต้องตกนรกอยู่ถึง 80,000 ปี ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก พระเตมีย์ทรงมีความหวาดกลัวอย่างยิ่ง ทรงรำพึงว่า
"ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะไม่ต้องทำบาป และไม่ต้องตกนรกอีก เพราะไม่มีความทุกข์ทรมานใดจะร้ายกว่าความทุกข์ทรมานในนรกอีกแล้ว"
     ขณะนั้น  เทพธิดาที่รักษาเศวตฉัตรและเคยเป็นพระมารดาในชาติก่อน ได้ยินคำรำพึงของพระเตมีย์  จึงปรากฏกายให้พระองค์เห็นและแนะนำพระเตมีย์ว่า
"หากพระองค์ทรงหวั่นที่จะกระทำบาป ทรงหวั่นเกรงว่าจะตกนรก   ก็จงทำเป็น หูหนวก เป็นใบ้ และเป็นง่อยเปลี้ย   อย่าให้ชนทั้งหลายรู้ว่าพระองค์เป็นคนฉลาด เป็นคนมีบุญ   พระองค์จะต้องมีความอดทน ไม่ว่าจะได้รับความเดือดร้อนอย่างใดก็ต้องแข็งพระทัย ต้องทรงต่อสู้กับพระทัยตนเองให้จงได้  อย่ายอมให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมาชักจูงใจพระองค์ไปจากหนทางที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้"
      พระเตมีย์กุมารได้ยินเทพธิดาว่าดังนั้น ก็ดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า
"ต่อไปนี้ เราจะทำตนเป็นคนใบ้ หูหนวก และง่อยเปลี้ย ไม่ว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น เราก็จะไม่ละความตั้งใจเป็นอันขาด"
   

       นับแต่นั้นมา พระเตมีย์ก็ทำพระองค์เป็นคนหูหนวก เป็นใบ้ เป็นง่อย ไม่ร้อง ไม่พูด ไม่หัวเราะ และไม่เคลื่อนไหวร่างกายเลย  พระราชาและพระมเหสีทรงมีความวิตกกังวลในอาการของพระโอรส  ตรัสสั่งให้พี่เลี้ยงและแม่นมทดลองด้วยอุบายต่างๆ เช่น  อายุ 1 ขวบ ให้อดนม พระเตมีย์ก็ทรงอดทน ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงความหิวโหย  ครั้นอายุ 2 ขวบ ให้พี่เลี้ยงเอาขนมล่อ พระเตมีย์ก็ไม่สนพระทัย นิ่งเฉยตลอดเวลา  พระราชาทรงมีความหวังว่าพระโอรสคงไม่ได้หูหนวก เป็นใบ้ และง่อยเปลี้ยจริง จึงโปรดให้ทดลองด้วยวิธีต่างๆ เป็นลำดับ เมื่ออายุ 3 ขวบ เอาผลไม้มาล่อ พระกุมารก็ไม่สนพระทัย   อายุ 4 ขวบ เอาของเล่นมาล่อ  อายุ 5 ขวบ เอาของเสวยรสอร่อยมาล่อ   อายุ 6 ขวบ พระราชาให้เอาไฟมาขู่  อายุ 7 ขวบ เอาช้างตกมันมาขู่   อายุ 8 ขวบ เอางูมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่หวาดกลัว ไม่ถอยหนีเหมือนเด็กอื่นๆ    พระราชาทรงทดลองด้วยวิธีการต่างๆเรื่อยมา จนพระเตมีย์อายุได้ 16 พรรษา ก็ไม่ได้ผล  พระเตมีย์ยังทรงทำเป็นหูหนวก ทำเป็นใบ้ และไม่เคลื่อนไหวเลย ตลอดเวลา 16 ปีด้วยความทุกข์ทรมาน   ในที่สุด พระราชาก็ให้หาบรรดาพราหมณ์และที่ปรึกษาทั้งหลายมา และตรัสถามว่า
"พวกเจ้าเคยทำนายว่า ลูกเราจะเป็น ผู้มีบุญ เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่  เมื่อลูกเรามีอาการเหมือนคน หูหนวก เป็นใบ้ และเป็นง่อยเช่นนี้ เราจะทำอย่างไรดี"
พราหมณ์และที่ปรึกษาพากันกราบทูลว่า
"เมื่อตอนที่ประสูตินั้นพระโอรส มีลักษณะเป็นผู้มีบุญ  แต่บัดนี้ เมื่อได้กลับกลายเป็นคนหูหนวก เป็นใบ้ เป็นง่อย ก็กลายเป็นกาลกิณีจะทำให้บ้านเมืองและประชาชนเดือดร้อนจนเกิดอาเพศ  3 อย่างคือ  1  พระเจ้าแผ่นดินจะต้องสวรรคต  2  พระนางจันทาเทวีจะต้องสวรรคต     3  ราชบัลลังค์อาจถูกโค่นได้  ขอให้พระองค์สั่งให้นำพระโอรสไปฝังที่ป่าช้าเถิดพะย่ะค่ะ จะได้สิ้นอันตราย"
       พระราชาได้ยินดังนั้นก็ทรงเศร้าพระทัยด้วยความรักพระโอรส แต่ก็ไม่อาจแก้ไขอย่างไรได้ เพราะเป็นห่วงบ้านเมืองและประชาชน  จึงต้องทรงทำตามคำกราบของพราหมณ์และที่ปรึกษาทั้งหลาย   พระนางจันทเทวีทรงทราบว่า พระราชาให้นำพระโอรสไปฝังที่ป่าช้า ก็ทรงร้องไห้คร่ำครวญว่า
"พ่อเตมีย์ลูกรักของแม่ แม่รู้ว่าลูกไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ไม่ใช่คนหูหนวก ไม่ใช่คนใบ้ ลูกอย่าทำอย่างนี้เลย แม่เศร้าโศกมาตลอดเวลา 16 ปีแล้ว ถ้าลูกถูกนำไปฝัง แม่คงเศร้าโศกจนถึงตายได้นะลูกรัก"
        พระเตมีย์ได้ยินดังนั้น ก็ทรงสงสารพระมารดาเป็นอันมาก ทรงสำนึกในพระคุณของพระมารดา   แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทรงรำลึกว่า พระองค์ตั้งพระทัยไว้ว่าจะไม่ทำการใดที่จะทำให้ต้องไปสู่นรกอีก จะไม่ทรงยอมละความตั้งใจที่จะทำเป็นใบ้ หูหนวก และเป็นง่อย จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาชักจูงใจพระองค์ไปจากหนทางที่ทรงวางไว้แล้วนั้นเป็นอันขาด  พระราชาจึงตรัสสั่งให้นายสารถีชื่อสุนันทะ นำพระเตมีย์ขึ้นรถเทียมม้าพาไปที่ป่าช้าผีดิบ   ให้ขุดหลุมแล้วเอาพระเตมีย์โยนลงไปในหลุม เอาดินกลบเสียให้ตาย   เมื่อไปถึงป่าช้านายสุนันทะก็เตรียมขุดหลุมจะฝังพระเตมีย์   พระเตมีย์กุมารประทับอยู่บนราชรถ ทรงรำพึงว่า
"
บัดนี้เราพ้นจากความทุกข์ว่าจะต้องเป็นพระราชา   พ้นความทุกข์ว่าจะต้องทำบาป  เราได้อดทนมาตลอดเวลา 16 ปีไม่เคยเคลื่อนไหวร่างกายเลย   เราจะลองดูว่าเรายังคงเคลื่อนไหวได้หรือไม่ มีกำลังร่างกายสมบูรณ์หรือไม่"DSC05174a
       รำพึงแล้วพระเตมีย์ก็เสด็จลงจากราชรถ  ทรงเคลื่อนไหวร่างกาย  ทดลองเดินไปมา ก็ทราบว่ายังคงมีกำลังร่างกายสมบูรณ์เหมือนคนปกติ  ทดลองยกราชรถ ก็ปรากฏว่าทรงมีกำลังยกราชรถขึ้นกวัดแกว่งได้อย่างง่ายดาย จึงเสด็จไปหานายสุนันทะที่กำลังก้มหน้าก้มตาขุดหลุมอยู่   พระเตมีย์ตรัสถามนายสุนันทะว่า "ท่านเร่งรีบขุดหลุมไปทำไม  ท่านจะใช้หลุมทำประโยชน์อันใด"
นายสุนันทะตอบคำถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นดูว่า "
เราขุดหลุมจะฝังพระโอรสของพระราชา เพราะพระโอรสเป็นง่อย เป็นใบ้ และหูหนวก   พระราชาตรัสสั่งให้ฝังเสีย จะได้ไม่เป็นอันตรายแก่บ้านเมือง"
พระเตมีย์จึงตรัสว่า
"เราไม่ได้เป็นใบ้ ไม่ได้หูหนวก และไม่ง่อยเปลี้ย ท่านจงเงยขึ้นดูเราเถิด   ถ้าท่านฝังเราเสีย ท่านก็จะประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม"
นายสารถีเงยขึ้นดู เห็นพระเตมีย์ก็ยังจำไม่ได้ จึงถามว่า
"
ท่านเป็นใคร  ท่านมีรูปร่างงามราวกับเทวดา   ท่านเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์  ท่านเป็นลูกใคร ทำอย่างไร เราจึงจะรู้จักท่าน"
พระเตมีย์ตอบว่า
"เราคือเตมีย์กุมาร โอรสพระราชาผู้เป็นนายของท่าน   ถ้าท่านฝังเราเสียท่านก็จะได้ชื่อว่า ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม พระราชาเปรียบเหมือนต้นไม้ ตัวเราเปรียบเหมือนกิ่งไม้ ท่านได้อาศัยร่มเงาไม้    ถ้าท่านฝังเราเสีย ท่านก็ได้ชื่อว่า ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม"P5186564a

     นายสารถียังไม่เชื่อว่าเป็นพระกุมารที่ตนพามา   พระเตมีย์ทรงประสงค์จะให้นายสารถีเชื่อ  จึงตรัสอธิบาย ให้เห็นว่าหากนายสารถีจะฝังพระองค์ก็ได้ชื่อว่าทำร้ายมิตร ทรงอธิบายว่า                                         "ผู้ไม่ทำร้ายมิตร  จะไปที่ไดก็มีคนคบหามาก จะไม่อดอยาก ไปที่ใดก็มีผู้สรรเสริญบูชา โจรจะไม่ข่มเหง พระราชาไม่ดูหมิ่น จะเอาชนะศัตรูทั้งปวงได้    ผู้ไม่ทำร้ายมิตร เมื่อมาถึงบ้านเรือนของตน หมู่ญาติและประชาชนจะพากันชื่นชมยกย่อง   ผู้ไม่ทำร้ายมิตร ย่อมได้รับการสักการะ เพราะเมื่อสักการะท่านแล้วย่อมได้รับการสักการะตอบ  เมื่อเคารพบูชาท่านแล้วย่อมได้รับการเคารพตอบ   ผู้ไม่ทำร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟรุ่งโรจน์  ดังเทวดาเป็นผู้มีมิ่งขวัญสิริมงคลประจำตนอยู่เสมอ   ผู้ไม่ทำร้ายมิตร จะทำการใดก็สำเร็จผล โคที่เลี้ยงไว้จะมีลูกมาก หว่านพืชลงในนาก็จะงอกงาม  แม้จะพลัดตกเหว  ตกจากภูเขา  ตกจากต้นไม้ก็จะไม่เป็นอันตราย   ผู้ไม่ทำร้ายมิตร  ศัตรูไม่อาจข่มเหงได้เพราะเป็นผู้มีมิตรมาก  เปรียบเหมือนต้นไทรใหญ่ที่มีรากติดต่อพัวพัน ลมแรงก็ไม่อาจทำร้ายได้ "
        นายสารถีได้ยินพระเตมีย์ตรัส ยิ่งเกิดความสงสัย   จึงเดินมาดูที่ราชรถก็ไม่เห็นพระกุมารที่ตนพามา ครั้นเดินกลับมาพินิจพิจารณาพระเตมีย์อีกครั้งก็จำได้ จึงทูลว่า  "ข้าพเจ้าจะพาพระองค์กลับวัง  ขอเชิญเสด็จกลับไปครองพระนครเถิด"
พระเตมีย์ตรัสตอบว่า
"
เราไม่กลับไปวังอีกแล้ว  เราได้ตัดขาดจากความยินดีในสมบัติทั้งหลาย เราได้ตั้งความอดทนมาเป็นเวลาถึง 16 ปี  อันราชสมบัติทั้งพระนครและความสุข ความรื่นเริงต่างๆ เป็นของน่าเพลิดเพลิน   แต่เราไม่ปรารถนาจะหลงอยู่ในความเพลิดเพลินนั้น  ไม่ปรารถนาจะกระทำบาปอีก เราจะไม่ก่อเวรให้เกิดขึ้นอีกแล้ว   บัดนี้เราพ้นจากภาระนั้นแล้ว เพราะพระบิดาพระมารดาปล่อยเราให้พ้นจากราชสมบัติมาแล้ว เราพ้นจากความหลงใหลในกิเลสทั้งหลาย   เราจะขอบวชอยู่ในป่านี้แต่ลำพัง เราต่อสู้จนได้ชัยชนะในจิตใจของเราแล้ว"
เมื่อตรัสดังนั้น พระเตมีย์กุมารมีความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง รำพึงกับพระองค์เองว่า
"ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้ที่มีความอดทน ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดี"
       

         นายสุนันทะสารถีได้ฟังก็เกิดความยินดี ทูลพระเตมีย์ว่าจะขอบวชอยู่ด้วยในป่า   แต่พระองค์เห็นว่าหากนายสารถีไม่กลับไปเมือง  จะเกิดความสงสัยว่าพระองค์หายไปไหน ทั้งนายสารถี ราชรถ เครื่องประดับทั้งปวงก็สูญหายไป  ควรที่นายสารถีจะนำสิ่งของทั้งหลายกลับไปพระราชวัง ทูลเรื่องราวให้พระราชาทรงทราบเสียก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาบวชเมื่อหมดภาระ นายสุนันทะจึงกลับไปกราบทูลพระราชา  เมื่อพระราชาและพระมเหสีได้ทรงทราบก็ทรงปลื้มปิติยินดี โปรดให้จัดกระบวนไปรับพระเตมีย์กลับจากป่า  ขณะนั้น พระเตมีย์ทรงผนวชและบรรลุฌาณสมาบัติแล้ว ประทับอยู่ในบรรณศาลาซึ่งเทวดาเนรมิตไว้ให้  เมื่อพระบิดา พระมารดาเสด็จไปถึง พระเตมีย์จึงเสด็จมาต้อนรับ ทักทายปราศรัยกันด้วยความยินดี  พระราชาเห็นพระโอรสผนวชเป็นฤาษี เสวยใบไม้ลวกเป็นอาหารและประทับอยู่ลำพังในป่า จึงตรัสถามว่าเหตุใดจึงยังมีผิวพรรณผ่องใส ร่างกายแข็งแรง  พระเตมีย์ตรัสตอบพระบิดาว่า                                                           "อาตมามีร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส เพราะไม่ต้องเศร้าโศกถึงอดีต ไม่ต้องรอคอยอนาคต อาตมาใช้ชีวิตให้เป็นไปตามที่สมควรในปัจจุบัน คนพาลนั้นย่อมซูบซีดเพราะมัวโศกเศร้าถึงอดีต เพราะมัวรอคอยอนาคต" พระราชาตรัสตอบว่า
"ลูกยังหนุ่มยังแน่นแข็งแรง จะมามัวอยู่ทำอะไรในป่า กลับไปบ้านเมืองเถิดกลับไปครองราชสมบัติ มีโอรสธิดา เมื่อชราแล้วจึงค่อยมาบวช"
พระเตมีย์ตรัสตอบว่า "การบวชของคนหนุ่มย่อมเป็นที่สรรเสริญ   ใครเล่าจะนอนใจได้ว่ายังเป็นหนุ่ม  ยังอยู่ไกลจากความตาย อายุคนนั้นสั้นนัก เหมือนอายุของปลาในเวลาที่น้ำน้อย" พระราชาตรัสขอให้พระเตมีย์กลับไปครองราชสมบัติ ทรงกล่าวชักชวนให้นึกถึงความสุขสบายต่างๆ พระเตมีย์จึงตรัสตอบว่า
"วันคืนมีแต่จะล่วงเลยไป  ผู้คนมีแต่จะแก่ เจ็บและตาย จะเอาสมบัติไปทำอะไร  สมบัติและความสุขทั้งหลายเอาชนะความตายไม่ได้ อาตมาพ้นจากความผูกพันทั้งหลายแล้ว ไม่ต้องการทรัพย์สมบัติอีกแล้ว"
       

          เมื่อพระราชาได้ยินดังนั้น จึงเห็นประโยชน์อันใหญ่ยิ่งในการออกบวช ทรงประสงค์ที่จะละทิ้งราชสมบัติออกบวช พระมเหสี และเสนาข้าราชบริพารทั้งปวง รวมทั้งบรรดาประชาชนทั้งหลายในเมืองพาราณสีก็พร้อมใจกันออกบวช บำเพ็ญเพียรโดยทั่วหน้ากัน  เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ พ้นจากความผูกพันในโลกมนุษย์  ทั้งนี้เป็นด้วยพระเตมีย์กุมารทรงมีความอดทนมีความตั้งใจอันมั่นคงแน่วแน่ในการที่ไม่ก่อเวร ทำบาป ทรงมุ่งมั่นอดทน จนประสบผลสำเร็จดังที่หวัง เหมือนดังที่ทรงรำพึงว่า                                                            " ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้ที่มีความอดทน ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดี "

AA2

                             bullet  คติธรรม : บำเพ็ญเนกขัมมบารมี  bullet 
          เมื่อมีประสงค์ในสิ่งใด  ก็สมควรมุ่งมั่นตั้งใจกระทำตามความมุ่งหมายนั้นอย่างหนักแน่น   

             อดทนอย่างเพียรพยายามเป็นที่สุด และความพากเพียรอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่นั้น  

                         ย่อมนำบุคคลนั้นไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

 

                             052

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: